John Paul Jone

John Paul Jones(หรือJohn Baldwin) เกิดเมื่อ 3 มกราคม 1946 เขาเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง นักเรียบเรียงเพลง โปรดิวเซอร์ชาวอังกฤษ มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากการเล่นเบส คีย์บอร์ด และแมนโดลินให้กับวงLed Zeppelin ที่ซึ่งเขาได้สร้างเครดิตให้กับตัวเองมากมาย และต่อเนื่องไปถึงการเป็นศิลปินเดี่ยวเฉกเช่นในปัจจุบัน ซึ่งเครื่องดนตรีอื่นๆที่เขาเล่นได้ก็มีทั้ง guitar, koto, lap steel guitars, autoharp, mandolin, ukulele, sitar, cello, continuum Jones เป็นผู้ที่วงการ rock & roll ให้การยอมรับอย่างมากในการสร้างดนตรีอันหลากหลายและแปลกใหม่อยู่เสมอ ซึ่งปรากฏในฐานะของทั้ง นักดนตรี นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์
Biography
Early years เขาเกิดที่ Sidcup เมือง Kent (ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Greater London) เขาเริ่มเล่นเปียนโนตั้งแต่ 6 ขวบ โดยเรียนจากพ่อของเขา (Joe Baldwin) ซึ่งเป็นนักเปียนโนซึ่งเรียบเรียงเพลงให้กับวงดนตรีแนว big bands ในช่วงปี 1940s และ 1950s และมีชื่อเสีนงกับการทำวงออเคสร้าอีกด้วย แม่ของเขาก็อยู่ในแวดวงดนตรีเหมือนกัน ซึ่งส่งผลให้เขามีโอกาสได้ทัวร์ไปทั่วประเทศ เขาชื่นชอบเพลงหลากหลายแนวตั้งแต่ blues jazz ไปจนถึง classical piano และเนื่องจากพ่อเขาต้องทัวร์เป็นประจำ ทำให้เขาถูกส่งไปเรียนโรงเรียนประจำตลอด และได้เริ่มเรียนดนตรีครั้งแรกที่โรงเรียน Christ’s College ใน Blackheath, London เมื่อเขาอายุได้ 14 ปี เขาได้กลายเป็นวาทยากรและนักออแกนให้กับโบสถ์แถวๆนั้น และเป็นเพราะการเล่นที่ไหลลื่นของมือเบสจากวง Chicago ที่ชื่อ Phil Upchurch ในอัลบั้ม You Can’t Sit Down ทำให้เขาตัดสินใจซื้อเบสตัวแรกในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นเบส Fender Jazz bass 1961 ซึ่งได้ใช้มาจนถึงปี 1975
Session work
Jones ตั้งวงดนตรีวงแรกของเขาที่ชื่อ The Deltas ตั้งแต่อายุ 15 และต่อมาได้เล่นกับวง jazz-rock ใน London ที่ชื่อ Jett Blacks ซึ่งมีมือกีตาร์อย่าง John McLaughlin (มือกีตาร์jazz ระดับตำนาน) เส้นทางของเขาได้เริ่มก้าวกระโดดเมื่อเขาได้ร่วมวงกับ Jet Harris และ Tony Meehan จากวง The Shadows เป็นเวลาสองปี ซึ่งก่อนที่ทางวงจะรับ Jones ไปเล่น ก็เพิ่งมีเพลงอันดับ1 อย่าง “Diamonds” ซึ่งการร่วมวงครั้งนี้ เกือบจะทำให้ Led Zeppelin ไม่ได้เกิดแล้ว แต่เป็นเพราะท้ายที่สุด The Shadow เลือกมือเบส John Rostill เป็นสมาชิกถาวรแทนมือเบสคนเก่าอย่าง Brian Locking แทนที่จะเป็น Jones ในปี 1964 ด้วยคำแนะนำจาก Meehan เขาได้เริ่มต้นเป็นนักดนตรีในสตูดิโอกับ Decca Records จนถึงปี 1968 ซึ่งในช่วงนั้นเขาใช้เบส 1961 Fender Jazz Bass อัดเพลงเป็นร้อยๆเพลง เขาได้เพิ่มขีดความสามารถในการเป็นนักดนตรี ด้วยการรับบันทึกเสียงคีย์บอร์ด และ เรียบเรียงเพลง ซึ่งทำให้เขามีงานมากมาย เช่น กับ the Rolling Stones Jeff Beck; Cat Stevens; Rod Stewart; Shirley Bassey; Lulu Herman’s Hermits; Donovan Tom Jones, Nico, Wayne Fontana, the Walker Brothers และอื่นๆ และตอนที่เขาเริ่มทำงานในสตูดิโอ เขาก็ได้เปลี่ยนชื่อในวงการเป็น “John Paul Jones” ในการทำงาน เขามีงานชุกมาก วันหนึ่งอาจต้องอัดถึง 2-3 คิว และ 6-7 วันต่ออาทิตย์ และในปี 1967 เขารู้สึกล้า กับการทำงานที่หนักเกินไปของเขาโดยเขากล่าวว่า “การเรียบเรียงสิ่งต่างๆกว่า 50-60 อย่างต่ออาทิตย์มันเริ่มจะฆ่าผมแล้ว”
Led Zeppelin
ในช่วงที่เขาทำงานในสตูดิโอ เขาได้ร่วมงานบ่อยครั้งกับมือกีตาร์ Jimmy Page ซึ่งเป็นมือปืนที่เก๋าพอๆกัน โดยในปี 1966 Page ได้ไปเล่นกับวง The Yardbirds และปี 1967 Pageได้เริ่มทำอัลบั้มชื่อ Little Games กับทางวง ในช่วงฤดูหนาวของปีเดียวกันในการทำเพลงให้กับ Donovan Jones ได้ถาม Page เรื่องของการทำวงกัน ซึ่งในปีต่อมา The Yardbirdsได้ยุบวง ซึ่งทำให้ Page ว่างลงและเข้าร่วมกับ Jones โดยมีนักร้องคือ Robert Plant และมือกลอง John Bonham สร้างวงที่ชื่อ “New Yardbirds” ทัวร์ตาม โปรแกรมของ The Yardbird ที่ค้างไว้ โดยภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Led Zeppelin
Contribution to the band
Jones อยากที่จะหยุดการเป็นนักดนตรีในสตูดิโอไว้ก่อน เพราะว่าการทำวงจะสามารถให้เขาแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า ด้วยการตกแต่งเวทีอันหรูหราของทางวง การแสดงอันเร่าร้อน และความสามารถของทางวง ทำให้วงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดย Jones ได้สร้างไลน์เบสเด็ดๆไว้มากมาย เช่น “What Is and What Should Never Be ในชุด Led Zeppelin II รวมทั้งการเปลี่ยน time signature ในเพลงอย่าง “Black Dog” ในชุด Led Zeppelin IV ซึ่งเป็นเพราะการเล่นอย่างเข้าขากับมือกลองอย่าง Bonham ซึ่งเขาได้แสดงอิทธิพลของดนตรีอย่าง funk soul และความเป็น Groove เข้ากับเพลงของของวง หลังจากเลิกใช้ Fender Jazz Bass ตัวเดิมในปี 1975 เขาได้เปลี่ยนไปใช้เบส Alembics แบบ custom ในการแสดงสด แต่ก็ยังแอบใช้ Jazz บ้างในการอัด ฝีมือการเล่นคีย์บอร์ดของเบา สร้างมิติของเพลง Led Zeppelin ให้เป็นมากกว่าเพลง Heavy ทั่วไป เพลงที่มีคีย์บอร์ดโดดเด่นอาทิเช่น “The Rain Song” “Trampled Underfoot” หรือการใช้สเกลแบบตะวันออกในเพลง Kashmir” แต่ผลงานสุดยอดในการเล่นคีย์บอร์ดของเขากับวงอยู่ในเพลง “No Quarter Jones ยังเป็นผู้ริเริ่มใช้เครื่องดนตรีแปลกๆกับที่วง ซึ่งสร้างความแปลกใหม่อยู่เสมอ เช่น กีตาร์สามคอ ซึ่งประกอบไปด้วย กีตาร์6 สาย กีตาร์ 12 สาย และ mandolin เขายังชอบใช้ bass pedals เพื่อทำให้ซาวของทั้งเบส แมนโดลิน และคีย์บอร์ด ที่เขาเล่นระหว่างแสดงสด ถูกควบคุมได้ง่ายขึ้น
Profile ในขณะที่สมาชิกของ Led Zeppelin ถูกกล่าวถึงพฤติกรรมความห่าม อยู่เสมอ Jones กลายเป็นคนที่เงียบที่สุดในวง และมีเรื่องน้อยที่สุด อย่างน้อยที่สุด เขาก็ไม่เคยเรื่องมีปัญหาระหว่างการแสดง ซึ่งในแต่ละครั้งยังคงทำได้ตามมาตรฐาน แต่จริงๆแล้ว ในการแสดงสดเขาก็มันส์เช่นเดียวกับสมาชิกวงคนอื่นๆ แต่เพียงเขายังรู้ลิมิตของตัวเองอยู่ เขาเคยกล่าวว่า “ผมก็ใช้ยาเสพติดอยู่บ้าง แต่ผมใช้มันน้อย และพยายามทำให้เงียบที่สุด” Benoit Gautier ซึ่งเป็นพนักงานของ Atlantic Records กล่าวว่า [u:ac600e86d6]“สมาชิกที่ฉลาดที่สุดของวงคือ Jones เพราะเขาไม่เคยถูกจับได้ในสถานการณ์ที่น่าอับอายเลย”[/u:ac600e86d6] เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาหวังที่จะทำมาก่อนในชีวิต จนเขามีความคิดที่จะลาออกจากวงในปี 1973 ซึ่งเขามองว่าบทบาทของเขากำลังถูกบดบังโกย Page และ Plant และจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวสักพัก แต่สุดท้ายก็ถูกเกลี้ยกล่อมโดย Peter Grant ซึ่งเป็นผู้จัดการวง ซึ่งเหตุการณ์นี้เขาได้บอกว่า เขาไม่ต้องการที่จะสร้างความลำบากใจให้กับวง แต่เขาไม่อยากทิ้งครอบครัว ซึ่งเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าวงจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ และต้องทัวร์เป็นเวลานาน ซึ่งเขาอยากจะกลับไปเป็นนักดนตรีห้องอัด และทำเพลงประกอบหนังมากกว่า
“Royal Orleans” มีข่าวลือหนาหูว่า เพลง “Royal Orleans” ถูกแต่งจากประสบกรณ์จริงของ Jones ระหว่างทัวร์อเมริกา เพลงนี้เป็นเรื่องเราวของชายหนุ่มซึ่งหิ้วหญิงสาว พริตตี้ไปนอนด้วยโดยในมือยังถือกัญชาอยู่ และพลาดไปทำไฟไหม้ “Royal Orleans”เป็นชื่อของโรงแรมที่ทางวงพักระหว่างที่ทัวร์ New Orleans เพราะว่าระหว่างนั้นไม่ค่อยมีคนขอลายเซนต์มากนัก Jones ได้ให้สัมภาษณ์กับเรื่องนี้ในปี 2007 ซึ่งเขายอมรับว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ใช่กับเขาเพียงแต่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่ผู้ชายคนนั้นคือเพื่อนของ Richard Cole ตะหาก
Other work during time with the band
การที๋ Jones ไปออกอัลบั้มกับทางวงไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเป็นนักดนตรีในสตูดิโอ ในปี 1969 เขาได้เริ่มกลับมาบันทึกเสียงเบสอีกครั้งให้กับThe Family Doggในอัลบั้มA Way of Life ในปี 19790 ได้เล่นคีย์บอร์ดให้กับPeter Green ในชุด The End of the Game และได้เป็นโปรดิวเซอร์ให้ Madeline Bell อัลบั้ม Comin’ Atcha ในปี 1974 รวมไปถึงเล่นคีย์บอร์ดให้กับ Roy Harper ในอัลบั้ม Wings Rockestra และ Back to the Egg.
After Led Zeppelin หลังจาก Led Zeppelin ยุบวงไปจากการเสียชีวิตของ Bonham Jones ก็ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย เช่น R.E.M., Heart, Ben E. King, Peter Gabriel, Foo Fighters, Cinderella, The Mission, La Fura dels Baus, Brian Eno, Karl Sabino, the Butthole Surfers และ Uncle Earl เขาได้ปรากฏตัวในห้องอัดแล้มิวสิควิดีโอของ Paul McCartney และได้ทำเพลงประกอบหนังเรื่องGive My Regards to Broad Street ในปี 1985 ผู้กำกับMichael Winner ได้ให้เขาช่วยทำเพลงประกอบหนังเรื่อง Scream for Help ซึ่งได้ทำกับ Jimmy Page อยู่สองเพลง ซึ่งเขาร้องเองทั้งสองเพลง ได้บันทึกเสียงและออกทัวร์กับ Diamanda Galás ในปี 1994 ต่อมาเขาได้สร้างห้องอัดส่วนตัวโดยตั้งชื่อว่า Sunday School และได้เริ่มทำเพลงให้กับลูกสาว (Jacinda Jones) ปี 1985 Jones ได้ร่วมเล่นกับสมาชิกที่เหลือของ Led Zeppelin ในคอนเสิร์ตLive Aid โดยมี Phil Collins และ Tony Thompson ตีกลองให้ สมาชิกที่เหลือยังได้ร่วมงานกันอีกครั้งในงาน คอนเสิร์ต Atlantic Records 40th Anniversary ในปี 1988 ซึ่งได้ Jason ลูกชายของ John Bonham มาร่วมเล่นโดยเป็นวงปิดของงาน ในที่สุดเขาก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกที่ชื่อ Zooma ในปี 1999 และอัลบั้มที่2 ก็ตามต่อมา โดยใช้ชื่อว่า The Thunderthief ในปี 2001 โดยออกทัวร์กับ Nick Beggs และ (Chapman Stick) และ Terl Bryant (drums) ในปี 2004 เขาได้ทัวร์เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Mutual Admiration Society ซึ่งทัวร์กับ Glen Phillips (นักร้องของ Toad the Wet Sprocket) และสมาชิกของวงที่ชื่อ Nickel Creek Jones ได้เล่นแมนโดลินและเปียโน ให้กับ Foo Fighters ในอัลบั้ม In Your Honor สองเพลง คือเพลง “Another Round” และ “Miracle” ซึ่ง Dave Grohl นักร้องของวง ซึ่งเป็นแฟนพันธ์แท้ของวงอยู่แล้วได้กล่าว ถึงการได้ร่วมงานกับJones ว่า  “เป็นสิ่งที่สองที่ดีที่สุดในชีวิตของผม”  จาอมาเขาได้ โปรดิวซ์อัลบั้มอีกมากมาย ทั้งของ The Mission, The Datsuns, Uncle Earl Jones ได้เล่นใน Led Zeppelin reunion show ที่ London’s O2 Arena ในวันที่ 10 ธันวาคม 2007 เพื่อเป็นการสดุดีให้กับ Ahmet Ertegun ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์, John Paul Jones ปรากฏตัวกับ Foo Fighters ในงานแกรมมี่ Grammies โดยเป็นผู้ควบคุมวงออเคสตร้าในเพลง “The Pretender” ในวันที่ 7 มิถุนายน 2008 John Paul Jones และ Jimmy Page ได้เล่นกับ Foo Fighters เพื่อปิดงานในคอนเสิร์ตของ Foo Fighter ที่ Wembley Stadium
Gear
1961 Fender Jazz Bass (used in live performances)
1951 Fender Precision Bass (used live for Black Dog from ‘71-’73)
Gibson EB-1
Fretless Fender Precision Bass
Fender Bass V
Ibanez RD300 Bass
Gibson mandolin
used in live acoustic performances.
Andy Manson custom Triple Neck Mandolin, 12 string & 6 string acoustic (Used in live performances)
Alembic Triple Omega
Alembic Series II
Custom made Pedulla Rapture Bass
Acoustic Control Corporation 360 Bass Amp
Hammond organs
Hohner Clavinet
Hohner Electra-Piano
Fender Rhodes
Mellotron
Steinway piano
Yamaha CP-80 piano
Symbolic Sound Kyma system
Korg Trinity synthesizer
Yamaha GX-1 synthesizer
EMS VCS3 Synthesizer
Moog 15 Modular Synthesizer ยาวเหมือนกันนะเนี่ยยยย
  1. No comments yet.

  1. No trackbacks yet.