<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Bassroom School &#187; biography</title>
	<atom:link href="http://www.bassroom2008.com/category/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%aa/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bassroom2008.com</link>
	<description>all about bass</description>
	<lastBuildDate>Fri, 11 Jun 2010 18:59:08 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Boosty Collins</title>
		<link>http://www.bassroom2008.com/2010/05/boosty-collins/</link>
		<comments>http://www.bassroom2008.com/2010/05/boosty-collins/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 13:17:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[biography]]></category>
		<category><![CDATA[boosty Collins]]></category>
		<category><![CDATA[Funk]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bassroom2008.com/?p=33</guid>
		<description><![CDATA[Boosty Collins
William &#8220;Bootsy&#8221; Collins มือเบสฟังก์ นักร้อง และนักประพันธ์เพลง เกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1951 ที่เมือง Cincinnati รัฐOhio เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากับการเล่นกับ James Brown ในยุคปลาย 60 และกับ Parliament-Funkadelic ในยุค 70 (Parliament-Funkadelic เป็นชื่อของวงดนตรีสองวง คือ Parliament และ Funkadelic โดยที่ทั้งสองวงจะทำงานร่วมกันเกือบตลอด บางครั้งก็ยืมสมาชิกกันเป็นเล่น ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ๆในสายฟังก์กลุ่มหนึ่ง: ผู้แปล) Collins ใช้ฝีมือการเลนเบสของเขาบวกกับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์สร้างให้เข้าเป็นหนึ่งในนักดนตรีฟังก์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด Collinsได้รับการเสนอชื่อเข้า Rock and Roll Hall of Fame ในปี 1997 เช่นเดียวกับสมาชิกอีก 15 คนจาก Parliament-Funkadelic Collins แต่งงานกับ Patti Collins ในปี 1967 มีลูกชายหนึ่งคนคือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste"><strong>Boosty Collins</strong></div>
<div id="_mcePaste">William &#8220;Bootsy&#8221; Collins มือเบสฟังก์ นักร้อง และนักประพันธ์เพลง เกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 1951 ที่เมือง Cincinnati รัฐOhio เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากับการเล่นกับ James Brown ในยุคปลาย 60 และกับ Parliament-Funkadelic ในยุค 70 (Parliament-Funkadelic เป็นชื่อของวงดนตรีสองวง คือ Parliament และ Funkadelic โดยที่ทั้งสองวงจะทำงานร่วมกันเกือบตลอด บางครั้งก็ยืมสมาชิกกันเป็นเล่น ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ๆในสายฟังก์กลุ่มหนึ่ง: ผู้แปล) Collins ใช้ฝีมือการเลนเบสของเขาบวกกับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์สร้างให้เข้าเป็นหนึ่งในนักดนตรีฟังก์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด Collinsได้รับการเสนอชื่อเข้า Rock and Roll Hall of Fame ในปี 1997 เช่นเดียวกับสมาชิกอีก 15 คนจาก Parliament-Funkadelic Collins แต่งงานกับ Patti Collins ในปี 1967 มีลูกชายหนึ่งคนคือ Eric Collins ซึ่งตอนนี้เป็นแร๊ปเปอร์ อยู่ค่าย Death Row Records</div>
<div><span id="more-33"></span></div>
<div id="_mcePaste"><strong>ประวัติการเล่น</strong></div>
<div id="_mcePaste">เขาและพี่ชาย Catfish Collins ได้ร่วมกับ Kash Waddy และ Philippé Wynne ก่อตั้งวงThe Pacesetters ในปี 1968 ในเดือนมีนาคม 1970 ในช่วงที่สมาชิกในวงของ James Brown ลาออกกันเกือบหมด ด้วยปัญหาการจ่ายเงิน The Pacesetters ถูกจ้างเข้ามาเพื่อเป็นวง back up ให้กับ James Brown ในชื่อ The J.B.&#8217;s แม้ว่าวงนี้จะได้ทำงานร่วมกับ Brown แค่ 11 เดือน แต่พวกเขาก็ได้บันทึกเสียงในเพลงดังๆของ Brown มากมาย เช่น Get Up (I Feel Like Being a) Sex Machine&#8221;, &#8220;Super Bad&#8221;, &#8220;Soul Power&#8221;, และ &#8220;Talkin&#8217; Loud and Sayin&#8217; Nothing ในช่วงที่เล่นกับ Brown เป็นที่รู้กันว่า Collins ค่อนข้างมีปัญหากับเรื่องระเบียบวินัยที่ Brown ขีดไว้ โดยเมื่อเขาได้เลิกเล่นกับ Brown ก็ได้ย้ายไปยัง Detroit ตามคำแนะนำของนักร้องชื่อ Mallia Franklin ซึ่งกลายเป็นนักร้องของ Parliament ในเวลาต่อมา หลังจากแยกทางกับ James Brown Bootsy ได้กลับไป Cincinnati และก่อตั้งวงHouse Guests กับพี่ชายอีกคน Phelps Collins Clayton Grunnels, Frank Waddy, และ Robert McCullough และได้ปล่อยซิงเกิ้ลออกมาสองเพลงจากค่อยส่วนตัวตัวของพวกเขาชื่อ House Guests label Franklinแนะนำพี่น้อง Collins ให้รู้จัก George Clinton และในปี 1972 พี่น้อง Collins ร่วมกับ Waddy ได้เข้าร่วมกับ Funkadelic Bootsy เล่นเบสให้กับทั้ง Funkadelic และ Parliament</div>
<div id="_mcePaste">ในอัลบัมแรกๆ และเป็นผู้แต่งเพลงให้กับอัลบัมนั้นๆด้วยเช่นกัน ในปี 1976 Bootsy, Catfish, Waddy, Joel Johnson, Gary &#8220;Mudbone&#8221; Cooper, Robert Johnson และ The Horny Horns ตั้งวง Bootsy&#8217;s Rubber Band ทางวงได้บันทึกเสียงไว้4อัลบัม สามอัลบัมแรกได้รับการยังรับว่าเป็นอัลบัมที่สำคัญของวงการ P-Funk โดยอัลบัมที่ออกในปี 1978 ของวงที่ชื่อ&#8221;Bootsy? Player of the Year ขึ้นสู่อันดับ1 ของ R&amp;B album chart ด้วยเพลง &#8220;Bootzilla&#8221; Bootsy เป็นเหมือนคนมีสองบุคลิค เพลงต่างๆของเขา ทั้ง &#8220;Casper the Funky Ghost&#8221; to Bootzilla, &#8220;the world&#8217;s only rhinestone rockstar monster of a doll&#8221; เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความแปลกของเขาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละยุค โดยที่เขาเริ่มใช้เบสที่เป็นเอกลักษณ์นั่นคือ space bass นั่นเอง ในปี 1980 Bootsyได้ออกอัลบั้ม Sweat Band กับสังกัด George Clinton&#8217;s Uncle Jam label กับวงที่ถูกเรียกว่า Bootsy&#8217;s Sweat Band. หลังยุค 80 ในปี 1984 Bootsy ร่วมกับ Jerry Harrison จากวง Talking Heads ได้โปรดิวซ์ เพลงแดนซ์ชื่อ &#8220;Five Minutes&#8221;ที่ดัดแปลงมาจากคำปราศัยของประธานาธิบดี Ronald Reagan ที่ชื่อ &#8220;Five Minutes&#8221; ปี 1990 Bootsy ร่วมกับ Deee-Lite สร้างเพลงฮิต &#8220;Groove Is In The Heart&#8221; ที่เขาได้ร่วมร้องในเพลงด้วย แม้ว่าเขาจะได้ร่วมแสดงวรมิวสิควิดีโอในฐานะมือเบส แต่จริงๆแล้ว ไลน์เบสเพลงนี้ถูกดัดแปลงมาจากไลนเบสของ Herbie Hancock ในเพลง &#8220;Bring out the birds&#8221; และวงของ Bootsyก็ได้กลายเป็นวงแบ๊คอัพให้กับ Deee-Lite</div>
<div id="_mcePaste">ในการทัวร์รอบโลก Bootsy ได้ร่วมกับ นักดนตรีบลูกราสในตำนาน Del McCoury, Doc Watson และ Mac Wiseman ทำวง the GrooveGrass Boyz โดยที่ทางวงได้ผสมผสานเพลง บลูกราสและฟังก์เข้าด้วยกัน ซึ่งมีทั้งคนชอบและไม่ชอบเพลงของวงนี้ Bootsy ยังได้ร่วมงานอย่างจริงจังกับ Bill Laswell และได้เข้าไปมีส่วนร่วมในงานของวง Fatboy Slim เขาได้ฝากเสียงไว้ในเพลงของ TobyMac ในอัลบัม Welcome to Diverse City ชื่อของเขายังได้ปรากฏในอัลบัมล่าสุดของ Nicole C. Mullens ที่ชื่อ &#8220;Everyday People&#8221; เขาได้ร่วมกับรวมดาราจาก Lo-Fidelity ทำอัลบัม &#8216;Don&#8217;t be Afraid of Love&#8217; แลัวยังได้ร่วมทำในอัลบัม กับนักดนตรีอย่าง Praxis กับ Buckethead ในบางครั้ง เช่น ในอัลบัมแรกของ Buckethead ที่ชื่อ &#8220;Bucketheadland&#8221; ได้แสดงในหนังเรื่อง Standing in the Shadows of Motown ในปี 2002 อีกทั้งยังปรากฏในอัลบั้มของ Snoop Dogg ที่ชื่อ Rhythm &amp; Gangsta และอัลบัมของ Fatboy Slim ที่โคเวอร์เพลงของ&#8221;The Joker&#8221; ในชุด Palookaville ปี 2005</div>
<div id="_mcePaste">Bootsyได้ร้องในอัลบั้มของ Victor Wooten ที่ชื่อ Soul Circus และได้ร่วมเป็นพิธีกรใน &#8220;Heineken&#8217;s Amsterjam 2005&#8243; ที่ Randall&#8217;s Island, New York ยังไม่หมด !!! เขาได้ร่วมกับ Madonna, Iggy Pop, Little Richard, และ The Roots&#8217; ?uestlove ในรายการการกุศลอีกด้วย Bootsy เรียกเบส signature ของเขาที่เป็นรูปดาวว่า &#8220;Space Bass&#8221; โดย Manny Salvador จาก GuitarCraft เป็นผู้ทำให้เขาในปี 1998 และล่าสุด เขาได้บรรลุข้อตกลงกับ Traben ที่จำทำเบส signature ตัวใหม่ของเขาที่ได้ตั้งชื่อไว้แล้วว่า &#8220;Bootzilla&#8221; ในเดือนตุลาค 2005 Bootsyได้ร่วมเขียนเพลงกับนักดนตรีจากบ้านเกิด เพื่อแต่งให้ของทีมอเมริกันฟุตบอล Cincinnati Bengals โดยตั้งชื่อเพลงว่า &#8220;Fear Da Tiger” และมีนักกีฬาจากทีมบางคนเข้ามาร่วมร้องด้วย เช่น defensive end ที่ชื่อ Duane Clemons offensive tackle ชื่อ Stacy Andrews และตัวเซนเตอร์ Ben Wilkerson โดยมิวสิควีดีโอก็ได้นักกีฬาจากทีมเข้าร่วมแสดงมากมาย สามารถหาดูได้จากเวป  Bengals.com และเพลงนี้ได้กลายเป็นริงโทนที่สามารถให้โหลดฟรีในรูปแบบ polyphonic และ mp3</div>
<div id="_mcePaste">Bootsy ได้ปรากฏตัวกับ Little Richard, Bernie Worrell เล่นร่วมกับ Hank Williams, Jr.เพื่อเล่นเปิดงานให้กับ การแข่งขันอเมริกันฟุตบอล Monday Night Football ในฤดูกาล 2006 และ Bootsyเป็น1 ในสองคนร่วมกับ Williams ที่ยังได้ทำหน้าที่ต่อในปี 2007 เขายังได้ร้องเพลง&#8221;Marshal Law&#8221; ซึ่งเป็นเพลงประจำของทีมอเมริกันฟุตบอลในร่ม Cincinnati Marshals โดยได้เริ่มปล่อยเพลงนี้ในวันที่ 29 เมษายน ระหว่างช่วงพักครึ่งการแข่งขันระหว่าง Marshals กับ West Palm Beach Phantoms ปี 2006 ABC Entertainment / A Charly Films Release ได้ออก dvd/cd คอนเสิร์ต จาก Collins and the New Rubber Band ที่ได้แสดงไว้ในงาน North Sea Jazz Festival ปี 1998 และ ในปีเดียวกัน Bootsy ได้แยกจากเพื่อนเก่าแก่ Odhran&#8221;The Bodhran&#8221; Rameriz เพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน และในปีนี้เอง Bootsyได้บันทึกเสียงเพลงสำหรับการ์ตูนเรื่อง Loonatics Unleashed และได้ให้เสียงเป็นตัวการ์ตูนชื่อ Bootes Belinda ในตอน The Music Villain อีกด้วย ตอนนี้ Bootsy กำลังเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงฟังก์จาก Ohio ที่ชื่อ Freekbass ในเดือน กุมภาพันธ์ 2007 Bootsy ได้ร่วมเล่นกับ Red Hot Chili Peppers อยู่หลายเดือน ก่อนที่อัลบัม Stadium Arcadium จะถูกปล่อยออกมา ในเดือน เมษายน 2007 Bootsy ได้ประกาศว่า เขากำลังที่จะทำร้านอาหารกึ่งผับในเมือง Cincinnati กับ Jeff Ruby และร้านนี้จะมีชื่อว่า &#8220;Bootsy&#8217;s Ruby&#8221; และในเดือนกรกฏาคม 2007 Bootsyกำลังทำโปรเจคในชื่อ Science Faxtion ในชื่ออัลบัมว่า Living On Another Frequency โดยเป็นมือเบส และโค-โปรดิวเซอร์ ร่วมกับนักร้องนำ Greg Hampton โดยมีBuckethead เป็นมือกีตาร์และ Brain มาเป็นมือกลอง อัลบัมนี้คาดว่าจะว่างจำหน่ายในเดือน กรกฏาคม ปี 2008 [b:d7e62d7c08]การเล่นเบสของ Bootsy[/b:d7e62d7c08] การเล่นเบสของเขาเหมือนการขับรถที่มีทั้งจังหวะที่เหนียวแน่น และกรูฟที่ยอดเยี่ยม เขากลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในดนตรีสายฟังก์ โดนที่คาแรคเตอร์ของเขาจะแสดงออกในแบบที่แตกต่างจากคนอื่น เขามักใช่ 16 Note ร่วมกับการ slap ที่ได้รับอิทธิพลอย่างสูงจาก Larry Graham Pattern ของการเล่นเบสของ Bootsy จะโดเด่นจากการมิกซ์ แต่จะไม่โดดเด่นจนถึงกับเป็นตัวนำ เหมือนเครื่องเปล่า หรือกีตาร์ Bootsyได้ถูกยกย่องให้เป็นผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่แค่เรื่องฟังก์ แต่เป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างการเล่นเทคนิคใหม่ๆให้กับเบสอยู่เสมอ</div>
<div><strong>Discography</strong></div>
<div id="_mcePaste">1976 Bootsy&#8217;s Rubber Band	Stretchin&#8217; Out in Bootsy&#8217;s Rubber Band Warner Bros. Records</div>
<div>1977 Bootsy&#8217;s Rubber Band	Ahh&#8230; The Name Is Bootsy, Baby! Warner Bros. Records</div>
<div>1978 Bootsy&#8217;s Rubber Band	Bootsy? Player of the Year Warner Bros. Records</div>
<div>1979 Bootsy&#8217;s Rubber Band	This Boot is Made for Fonk-N Warner Bros. Records</div>
<div>1980 Bootsy Collins	Ultra Wave Warner Bros. Records</div>
<div>1980 Sweat Band	Sweat Band Uncle Jam/Columbia Records</div>
<div>1982 Bootsy Collins	The One Giveth, the Count Taketh Away Warner Bros. Records</div>
<div>1988 Bootsy Collins	What&#8217;s Bootsy Doin&#8217;?	Columbia</div>
<div>1990 Bootsy&#8217;s Rubber Band	Jungle Bass	4th &amp; Broadway</div>
<div>1991 Bootsy Collins	Save What&#8217;s Mine for Me	CBS</div>
<div>1994 Bootsy&#8217;s New Rubber Band	Blasters of the Universe	Rykodisc</div>
<div>1994 Zillatron	Lord of the Harvest Rykodisc</div>
<div>1995 Bootsy&#8217;s New Rubber Band	Keepin&#8217; Dah Funk Alive 4-</div>
<div>1995	Rykodisc</div>
<div>1997 Bootsy Collins	Fresh Outta &#8216;P&#8217; University	WEA</div>
<div>1998 Bootsy&#8217;s Rubber Band	Live in Louisville 1978	Disky</div>
<div>2002 Bootsy Collins	Play With Bootsy	WEA International</div>
<div>2006 Bootsy Collins and the New Rubber Band	Live In Concert 1998	ABC Entertainment / A Charly Films Release 2006 Bootsy Collins	Christmas Is 4 ever	Shout Factory</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bassroom2008.com/2010/05/boosty-collins/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>65</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Alain Caron</title>
		<link>http://www.bassroom2008.com/2010/05/alain-caron/</link>
		<comments>http://www.bassroom2008.com/2010/05/alain-caron/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 May 2010 13:07:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[biography]]></category>
		<category><![CDATA[Alain carlon]]></category>
		<category><![CDATA[Fbass]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bassroom2008.com/?p=29</guid>
		<description><![CDATA[Alain Caron เ กิดปี 1955 ที่ Quebec ประเทศ Canada เป็นลูกคนสุดท้องจากทั้งหมด 11 คน
เรื่องราวของเขา เริ่มต้นเมื่อเขาอายุได้ 11 ปี เมื่อเขาได้ค้นพบกับดนตรีที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาอย่างรวดเร็ว นั่นก้คือดนตรีแจ๊ซนั่นเอง ต้นยุค70 เขาได้ย้ายไป Montreal และเริ่มต้นทำงานในสตูดิโอและเล่นในคลับแจ๊ซในเมืองควบคู่กันไป เขาได้เรียนรู้ด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ และต่อมาได้มุ่งลงใต้เพื่อเข้าเรียนที่ Berkley College of Music ต่อมา เมื่อเขาอยู่ในบอสตัน มีคนแนะนำให้เขารู้จักกับนักดนตรีมากมาย ทั้งเพื่อนร่วมชั้น รวมไปถึงการได้คุลกลีกับนักดนตรีแจ๊ซมืออาชีพ เขาได้เริ่มต้นเล่นกลางคืนในบอสตันกับ David Kikovsky, Tom Harrell, Sal Nestico, Frank Tiberi, Jerry Bergonzi และ Bob Moses โอกาสของเขามาถึงในปี 1977 เมื่อเขาได้พบกับ  Michel Cusson Group เขาได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่หลงไหลในเพลงแจ๊ซและเริ่มมองถึงการพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก

ในปี 1980 เขาได้ก่อตั้งวงกับนักดนตรีฟิวชั่นชาวควีเบค [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste"><strong>Alain Caron</strong> เ กิดปี 1955 ที่ Quebec ประเทศ Canada เป็นลูกคนสุดท้องจากทั้งหมด 11 คน</div>
<div id="_mcePaste">เรื่องราวของเขา เริ่มต้นเมื่อเขาอายุได้ 11 ปี เมื่อเขาได้ค้นพบกับดนตรีที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาอย่างรวดเร็ว นั่นก้คือดนตรีแจ๊ซนั่นเอง ต้นยุค70 เขาได้ย้ายไป Montreal และเริ่มต้นทำงานในสตูดิโอและเล่นในคลับแจ๊ซในเมืองควบคู่กันไป เขาได้เรียนรู้ด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ และต่อมาได้มุ่งลงใต้เพื่อเข้าเรียนที่ Berkley College of Music ต่อมา เมื่อเขาอยู่ในบอสตัน มีคนแนะนำให้เขารู้จักกับนักดนตรีมากมาย ทั้งเพื่อนร่วมชั้น รวมไปถึงการได้คุลกลีกับนักดนตรีแจ๊ซมืออาชีพ เขาได้เริ่มต้นเล่นกลางคืนในบอสตันกับ David Kikovsky, Tom Harrell, Sal Nestico, Frank Tiberi, Jerry Bergonzi และ Bob Moses โอกาสของเขามาถึงในปี 1977 เมื่อเขาได้พบกับ  Michel Cusson Group เขาได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่หลงไหลในเพลงแจ๊ซและเริ่มมองถึงการพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก</div>
<div><span id="more-29"></span></div>
<div id="_mcePaste">ในปี 1980 เขาได้ก่อตั้งวงกับนักดนตรีฟิวชั่นชาวควีเบค ในนาม    UZEB  ซึ่งหลงไหลในเพลงแนวฟิวชั่นเหมือนกัน โดยมีเอกลักษณโดยการใช้เทคนิคอย่างชาญฉลาดแต่ยังคงความไพเราะไว้ UZEB กลายเป็นวงที่มีชื่อเสียงวงนึงในสาขาฟิวชั่นแจ๊ซ โดยได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Down Beat magazine ให้เป็นหนึ่งในวงดนตรีแจ๊ซยอดเยี่ยมแท่งทศวรรษ โดย UZEB ได้รางวัล Felix Awards 9 ครั้งโดยแบ่งเป็น Best Jazz Album (1983-84-86-87-90-91), Best Group (1984-89) และ Most Recognised Artist Abroad (1990) และได้รับรางวัล Gemini Award สำหรับ Best Original Score (1989), SOCAN Award, และ Oscar Peterson Lifetime Achievement Award (1991) ตลอดเวลาที่อยู่กับ UZEP Alain ได้มีผลงาน 10 ชุดและได้ทัวร์รอบโลกกับทางวง ผลงานกับ 1980-90 UZEB: ¨Live in Bracknell¨ (1981); ¨Fast Emotion¨ (1982); ¨You be Easy ¨(1984); ¨Between the Lines¨ (1985); ¨Live à l&#8217;Olympia¨ Paris(1986); ¨Absolutely Live¨ (1986); featuring Didier Lockwood, Noisy Nights (1988); ¨Live in Europe¨ (1988); ¨UZEB Club¨ (1989); ¨World Tour &#8216;90¨ (1990) Caron ได้พัฒนาตัวเองกลายเป็นหนึ่งในมือเบสไฟฟ้าชั้นเซียน โดยเฉพาะกับเบส 6 สาย จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่เขาได้มีโอกาสได้สอนให้กับนักดนตรีเก่งๆมากมายในเมืองใหญ่ๆทั้ง Montreal, Toronto, Boston, Los Angeles, Paris, Tokyo, London, Rome, Amsterdam, Geneva, Frankfurt ในปี 1992 เขาได้ผลิตผลงานอัลบัมเดี่ยวของเขาในชื่อ ¨Le Band¨ เขาได้เริ่มต้นทัวร์ USA Europe และ Canada กับ the Mike Stern Trio ออกทั้วร์ USA, Germany และ France กับ Leni Stern Band ได้แสดงสดอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนอัลบัม &#8220;Le Band ตามด้วยการทัวร์ยุโรปต่อจากนั้น และได้เป็นส่วนหนึ่งของ the Montreal International Jazz Festival รวมไปถึงการทัวร์คอนเสิร์ต CARON-ECAY-LOCKWOOD trio ที่ Europe, Canada, Korea and China ในปี 1995 ได้ออกอัลบัม ¨Rythym And Jazz¨ โดยที่นิตยสาร American magazine Bass Player ได้จัดให้เขาเป็น top10 มือเบส ของปี 1996 อัลบัม ¨Play¨ วางจำหน่ายในปี 1997 และนิตยสาร Bass Player magazine ได้จัดให้อัลบัมนี้เป็น 1 ในสิบอัลบัมยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษอีกด้วย อัลบัม ¨Call Me Al¨ ได้ออกตามมาในปี 2000 ได้บันทึกเสียงหลายๆอัลบัมกับกับเพื่อนๆ และยังคงออกทัวร์อย่างต่อเนื่อง และผลงานล่าสุด ¨5¨ ทำให้โลกไม่เพียงได้รู้ว่าเขาเก่งในเรื่องเบสเท่านั้น อัลบัมนี้แสดงให้เห็นความสามารถของเขาทั้งในด้านการประพันธ์เพลงและ นักออเคสตร้า อัลบัมนี้ได้ เขาได้เพิ่มเติมเสียงอีเลคืรอนิคเข้าไป เช่น เสียง loop ประสาทสัมผัสของมนุษย์ และการเล่นที่เหนือธรรมชาติ Caronยังคงสร้างาสรรค์เสียงที่เป็นของเขาเอง เขาใช้ Roland V-bass processor ในการบันทึกเสียง ซึ่งในการทำเสียงต่างๆ เช่นเสียงเครื่องเป่า สามารถยืนยันได้ดีถึงไอเดียมหาศาลของเขา และเขาทำให้ช่องว่างระหว่างโน๊ตแต่ละตัวมีความสำคัญเท่าเทียมกับตัวโน๊ตที่ออกมา ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องนั้นเท่านั้น สิ่งมหัศจรรย์ที่เขาทำไว้ในอัลบัมชุดนี้ ทั้ง Groove และ chops predominates ก็ทำได้อย่างลงตัว โดยเขาได้ใช้หัวใจของเพลงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดและวางมันไว้เป็นศูนย์กลางของอัลบัม</div>
<div id="_mcePaste"><strong>รางวัลที่ได้รับ</strong></div>
<div id="_mcePaste">2006 Guitar Club, Italy / All about jazz, USA / Guitar Lab, Korea 2005 JUNO nominee in the category best &#8220;CONTEMPORARY JAZZ ALBUM OF THE YEAR&#8221; สำหรับอัลบัม ”5” Bass Professor, Germany / Guitarist Magazine, France / Bassmeister, Germany / Stereo Play, Germany</div>
<div id="_mcePaste">2004 Jazzzeit, Germany</div>
<div id="_mcePaste">2003 The Festi-Jazz International de Rimouski มอบรางวัลให้เขาเป็นฮีโร่ “Héron d’or” The ¨Hagood Hardy award¨, ในสาขา original jazz music / instrumental มอบรางวัลที่ the SOCAN Gala, novembre 25th 2003.</div>
<div id="_mcePaste">2001 Felix nominee ในสาขา “best album of the year” ที่ ADISQ GALA กับอัลบัม “CALL ME AL” 1999 The Hagood Hardy award, ในสาขา original jazz music / instrumental มอบรางวัลที่ the SOCAN Gala, (1999)</div>
<div id="_mcePaste">1998 Bass Player magazine จัดให้ Alain Caron le Band&#8217;s &#8220;Play&#8221; เป็น1 ใน 10 อัลบัมยอดเยี่ยมประจำทศวรรษ 1996 American magazine Bass Player จัดให้ Alain Caron เป็นอันดับ4 ใน Top 10 bassists in the world. 1993-2000 ได้ถูกโหวตให้เป็น &#8220;Best electric bass player&#8221; โดย Canadian magazine The Jazz Report 8ปีติดต่อกัน 1993 ได้ถูกโหวตให้เป็น&#8221;Master Bassist&#8221; โดย French magazine Guitariste ในทั้งสาขา &#8220;French&#8221; และ &#8220;International&#8221;</div>
<div id="_mcePaste"><strong>หนังสือ</strong></div>
<div id="_mcePaste">Rhythm &#8216;n Jazz &#8211; Ultimate Play-Along for Bass: Jam With Alain Caron and His Band Le Band (1998) ISBN-10: 0968463312 ISBN-13: 978-0968463314 Play &#8211; Ultimate Play-Along for Bass: Jam With Alain Caron and His Band Le Band (1999) ISBN-10: 0968463312 ISBN-13: 978-0968463314</div>
<div id="_mcePaste"><strong>อุปกรณ์ที่ใช้</strong></div>
<div id="_mcePaste">เขาใช้เบส F-BASS มากว่า 20 ปี โดยปัจจุบันใช้ F-BASS รุ่น AC6 ซึ่งเป็น signature ของเขาเอง ซึ่งเป็น fretless และมีความเป็น acoustic อย่างมาก</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bassroom2008.com/2010/05/alain-caron/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>39</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>John Paul Jone</title>
		<link>http://www.bassroom2008.com/2010/04/john-paul-jone/</link>
		<comments>http://www.bassroom2008.com/2010/04/john-paul-jone/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2010 16:22:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[biography]]></category>
		<category><![CDATA[john paul jone]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bassroom2008.com/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[John Paul Jones(หรือJohn Baldwin) เกิดเมื่อ 3 มกราคม 1946 เขาเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง นักเรียบเรียงเพลง โปรดิวเซอร์ชาวอังกฤษ มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากการเล่นเบส คีย์บอร์ด และแมนโดลินให้กับวงLed Zeppelin ที่ซึ่งเขาได้สร้างเครดิตให้กับตัวเองมากมาย และต่อเนื่องไปถึงการเป็นศิลปินเดี่ยวเฉกเช่นในปัจจุบัน ซึ่งเครื่องดนตรีอื่นๆที่เขาเล่นได้ก็มีทั้ง guitar, koto, lap steel guitars, autoharp, mandolin, ukulele, sitar, cello, continuum Jones เป็นผู้ที่วงการ rock &#38; roll ให้การยอมรับอย่างมากในการสร้างดนตรีอันหลากหลายและแปลกใหม่อยู่เสมอ ซึ่งปรากฏในฐานะของทั้ง นักดนตรี นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์

Biography
Early years เขาเกิดที่ Sidcup เมือง Kent (ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Greater London) เขาเริ่มเล่นเปียนโนตั้งแต่ 6 ขวบ โดยเรียนจากพ่อของเขา (Joe Baldwin) ซึ่งเป็นนักเปียนโนซึ่งเรียบเรียงเพลงให้กับวงดนตรีแนว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste">John Paul Jones(หรือJohn Baldwin) เกิดเมื่อ 3 มกราคม 1946 เขาเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง นักเรียบเรียงเพลง โปรดิวเซอร์ชาวอังกฤษ มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากการเล่นเบส คีย์บอร์ด และแมนโดลินให้กับวงLed Zeppelin ที่ซึ่งเขาได้สร้างเครดิตให้กับตัวเองมากมาย และต่อเนื่องไปถึงการเป็นศิลปินเดี่ยวเฉกเช่นในปัจจุบัน ซึ่งเครื่องดนตรีอื่นๆที่เขาเล่นได้ก็มีทั้ง guitar, koto, lap steel guitars, autoharp, mandolin, ukulele, sitar, cello, continuum Jones เป็นผู้ที่วงการ rock &amp; roll ให้การยอมรับอย่างมากในการสร้างดนตรีอันหลากหลายและแปลกใหม่อยู่เสมอ ซึ่งปรากฏในฐานะของทั้ง นักดนตรี นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์</div>
<div><span id="more-24"></span></div>
<div id="_mcePaste">Biography</div>
<div id="_mcePaste">Early years เขาเกิดที่ Sidcup เมือง Kent (ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Greater London) เขาเริ่มเล่นเปียนโนตั้งแต่ 6 ขวบ โดยเรียนจากพ่อของเขา (Joe Baldwin) ซึ่งเป็นนักเปียนโนซึ่งเรียบเรียงเพลงให้กับวงดนตรีแนว big bands ในช่วงปี 1940s และ 1950s และมีชื่อเสีนงกับการทำวงออเคสร้าอีกด้วย แม่ของเขาก็อยู่ในแวดวงดนตรีเหมือนกัน ซึ่งส่งผลให้เขามีโอกาสได้ทัวร์ไปทั่วประเทศ เขาชื่นชอบเพลงหลากหลายแนวตั้งแต่ blues jazz ไปจนถึง classical piano และเนื่องจากพ่อเขาต้องทัวร์เป็นประจำ ทำให้เขาถูกส่งไปเรียนโรงเรียนประจำตลอด และได้เริ่มเรียนดนตรีครั้งแรกที่โรงเรียน Christ&#8217;s College ใน Blackheath, London เมื่อเขาอายุได้ 14 ปี เขาได้กลายเป็นวาทยากรและนักออแกนให้กับโบสถ์แถวๆนั้น และเป็นเพราะการเล่นที่ไหลลื่นของมือเบสจากวง Chicago ที่ชื่อ Phil Upchurch ในอัลบั้ม You Can&#8217;t Sit Down ทำให้เขาตัดสินใจซื้อเบสตัวแรกในปีเดียวกัน ซึ่งเป็นเบส Fender Jazz bass 1961 ซึ่งได้ใช้มาจนถึงปี 1975</div>
<div id="_mcePaste">Session work</div>
<div id="_mcePaste">Jones ตั้งวงดนตรีวงแรกของเขาที่ชื่อ The Deltas ตั้งแต่อายุ 15 และต่อมาได้เล่นกับวง jazz-rock ใน London ที่ชื่อ Jett Blacks ซึ่งมีมือกีตาร์อย่าง John McLaughlin (มือกีตาร์jazz ระดับตำนาน) เส้นทางของเขาได้เริ่มก้าวกระโดดเมื่อเขาได้ร่วมวงกับ Jet Harris และ Tony Meehan จากวง The Shadows เป็นเวลาสองปี ซึ่งก่อนที่ทางวงจะรับ Jones ไปเล่น ก็เพิ่งมีเพลงอันดับ1 อย่าง &#8220;Diamonds&#8221; ซึ่งการร่วมวงครั้งนี้ เกือบจะทำให้ Led Zeppelin ไม่ได้เกิดแล้ว แต่เป็นเพราะท้ายที่สุด The Shadow เลือกมือเบส John Rostill เป็นสมาชิกถาวรแทนมือเบสคนเก่าอย่าง Brian Locking แทนที่จะเป็น Jones ในปี 1964 ด้วยคำแนะนำจาก Meehan เขาได้เริ่มต้นเป็นนักดนตรีในสตูดิโอกับ Decca Records จนถึงปี 1968 ซึ่งในช่วงนั้นเขาใช้เบส 1961 Fender Jazz Bass อัดเพลงเป็นร้อยๆเพลง เขาได้เพิ่มขีดความสามารถในการเป็นนักดนตรี ด้วยการรับบันทึกเสียงคีย์บอร์ด และ เรียบเรียงเพลง ซึ่งทำให้เขามีงานมากมาย เช่น กับ the Rolling Stones Jeff Beck; Cat Stevens; Rod Stewart; Shirley Bassey; Lulu Herman&#8217;s Hermits; Donovan Tom Jones, Nico, Wayne Fontana, the Walker Brothers และอื่นๆ และตอนที่เขาเริ่มทำงานในสตูดิโอ เขาก็ได้เปลี่ยนชื่อในวงการเป็น &#8220;John Paul Jones&#8221; ในการทำงาน เขามีงานชุกมาก วันหนึ่งอาจต้องอัดถึง 2-3 คิว และ 6-7 วันต่ออาทิตย์ และในปี 1967 เขารู้สึกล้า กับการทำงานที่หนักเกินไปของเขาโดยเขากล่าวว่า “การเรียบเรียงสิ่งต่างๆกว่า 50-60 อย่างต่ออาทิตย์มันเริ่มจะฆ่าผมแล้ว”</div>
<div id="_mcePaste">Led Zeppelin</div>
<div id="_mcePaste">ในช่วงที่เขาทำงานในสตูดิโอ เขาได้ร่วมงานบ่อยครั้งกับมือกีตาร์ Jimmy Page ซึ่งเป็นมือปืนที่เก๋าพอๆกัน โดยในปี 1966 Page ได้ไปเล่นกับวง The Yardbirds และปี 1967 Pageได้เริ่มทำอัลบั้มชื่อ Little Games กับทางวง ในช่วงฤดูหนาวของปีเดียวกันในการทำเพลงให้กับ Donovan Jones ได้ถาม Page เรื่องของการทำวงกัน ซึ่งในปีต่อมา The Yardbirdsได้ยุบวง ซึ่งทำให้ Page ว่างลงและเข้าร่วมกับ Jones โดยมีนักร้องคือ Robert Plant และมือกลอง John Bonham สร้างวงที่ชื่อ &#8220;New Yardbirds&#8221; ทัวร์ตาม โปรแกรมของ The Yardbird ที่ค้างไว้ โดยภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น Led Zeppelin</div>
<div id="_mcePaste">Contribution to the band</div>
<div id="_mcePaste">Jones อยากที่จะหยุดการเป็นนักดนตรีในสตูดิโอไว้ก่อน เพราะว่าการทำวงจะสามารถให้เขาแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า ด้วยการตกแต่งเวทีอันหรูหราของทางวง การแสดงอันเร่าร้อน และความสามารถของทางวง ทำให้วงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดย Jones ได้สร้างไลน์เบสเด็ดๆไว้มากมาย เช่น &#8220;What Is and What Should Never Be ในชุด Led Zeppelin II รวมทั้งการเปลี่ยน time signature ในเพลงอย่าง &#8220;Black Dog&#8221; ในชุด Led Zeppelin IV ซึ่งเป็นเพราะการเล่นอย่างเข้าขากับมือกลองอย่าง Bonham ซึ่งเขาได้แสดงอิทธิพลของดนตรีอย่าง funk soul และความเป็น Groove เข้ากับเพลงของของวง หลังจากเลิกใช้ Fender Jazz Bass ตัวเดิมในปี 1975 เขาได้เปลี่ยนไปใช้เบส Alembics แบบ custom ในการแสดงสด แต่ก็ยังแอบใช้ Jazz บ้างในการอัด ฝีมือการเล่นคีย์บอร์ดของเบา สร้างมิติของเพลง Led Zeppelin ให้เป็นมากกว่าเพลง Heavy ทั่วไป เพลงที่มีคีย์บอร์ดโดดเด่นอาทิเช่น &#8220;The Rain Song&#8221; &#8220;Trampled Underfoot&#8221; หรือการใช้สเกลแบบตะวันออกในเพลง Kashmir&#8221; แต่ผลงานสุดยอดในการเล่นคีย์บอร์ดของเขากับวงอยู่ในเพลง &#8220;No Quarter Jones ยังเป็นผู้ริเริ่มใช้เครื่องดนตรีแปลกๆกับที่วง ซึ่งสร้างความแปลกใหม่อยู่เสมอ เช่น กีตาร์สามคอ ซึ่งประกอบไปด้วย กีตาร์6 สาย กีตาร์ 12 สาย และ mandolin เขายังชอบใช้ bass pedals เพื่อทำให้ซาวของทั้งเบส แมนโดลิน และคีย์บอร์ด ที่เขาเล่นระหว่างแสดงสด ถูกควบคุมได้ง่ายขึ้น</div>
<div id="_mcePaste">Profile ในขณะที่สมาชิกของ Led Zeppelin ถูกกล่าวถึงพฤติกรรมความห่าม อยู่เสมอ Jones กลายเป็นคนที่เงียบที่สุดในวง และมีเรื่องน้อยที่สุด อย่างน้อยที่สุด เขาก็ไม่เคยเรื่องมีปัญหาระหว่างการแสดง ซึ่งในแต่ละครั้งยังคงทำได้ตามมาตรฐาน แต่จริงๆแล้ว ในการแสดงสดเขาก็มันส์เช่นเดียวกับสมาชิกวงคนอื่นๆ แต่เพียงเขายังรู้ลิมิตของตัวเองอยู่ เขาเคยกล่าวว่า “ผมก็ใช้ยาเสพติดอยู่บ้าง แต่ผมใช้มันน้อย และพยายามทำให้เงียบที่สุด” Benoit Gautier ซึ่งเป็นพนักงานของ Atlantic Records กล่าวว่า [u:ac600e86d6]“สมาชิกที่ฉลาดที่สุดของวงคือ Jones เพราะเขาไม่เคยถูกจับได้ในสถานการณ์ที่น่าอับอายเลย”[/u:ac600e86d6] เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาหวังที่จะทำมาก่อนในชีวิต จนเขามีความคิดที่จะลาออกจากวงในปี 1973 ซึ่งเขามองว่าบทบาทของเขากำลังถูกบดบังโกย Page และ Plant และจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวสักพัก แต่สุดท้ายก็ถูกเกลี้ยกล่อมโดย Peter Grant ซึ่งเป็นผู้จัดการวง ซึ่งเหตุการณ์นี้เขาได้บอกว่า เขาไม่ต้องการที่จะสร้างความลำบากใจให้กับวง แต่เขาไม่อยากทิ้งครอบครัว ซึ่งเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าวงจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ และต้องทัวร์เป็นเวลานาน ซึ่งเขาอยากจะกลับไปเป็นนักดนตรีห้องอัด และทำเพลงประกอบหนังมากกว่า</div>
<div id="_mcePaste">&#8220;Royal Orleans&#8221; มีข่าวลือหนาหูว่า เพลง &#8220;Royal Orleans&#8221; ถูกแต่งจากประสบกรณ์จริงของ Jones ระหว่างทัวร์อเมริกา เพลงนี้เป็นเรื่องเราวของชายหนุ่มซึ่งหิ้วหญิงสาว พริตตี้ไปนอนด้วยโดยในมือยังถือกัญชาอยู่ และพลาดไปทำไฟไหม้ &#8220;Royal Orleans&#8221;เป็นชื่อของโรงแรมที่ทางวงพักระหว่างที่ทัวร์ New Orleans เพราะว่าระหว่างนั้นไม่ค่อยมีคนขอลายเซนต์มากนัก Jones ได้ให้สัมภาษณ์กับเรื่องนี้ในปี 2007 ซึ่งเขายอมรับว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ใช่กับเขาเพียงแต่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่ผู้ชายคนนั้นคือเพื่อนของ Richard Cole ตะหาก</div>
<div id="_mcePaste">Other work during time with the band</div>
<div></div>
<div id="_mcePaste">การที๋ Jones ไปออกอัลบั้มกับทางวงไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเป็นนักดนตรีในสตูดิโอ ในปี 1969 เขาได้เริ่มกลับมาบันทึกเสียงเบสอีกครั้งให้กับThe Family Doggในอัลบั้มA Way of Life ในปี 19790 ได้เล่นคีย์บอร์ดให้กับPeter Green ในชุด The End of the Game และได้เป็นโปรดิวเซอร์ให้ Madeline Bell อัลบั้ม Comin&#8217; Atcha ในปี 1974 รวมไปถึงเล่นคีย์บอร์ดให้กับ Roy Harper ในอัลบั้ม Wings Rockestra และ Back to the Egg.</div>
<div id="_mcePaste">After Led Zeppelin หลังจาก Led Zeppelin ยุบวงไปจากการเสียชีวิตของ Bonham Jones ก็ได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย เช่น R.E.M., Heart, Ben E. King, Peter Gabriel, Foo Fighters, Cinderella, The Mission, La Fura dels Baus, Brian Eno, Karl Sabino, the Butthole Surfers และ Uncle Earl เขาได้ปรากฏตัวในห้องอัดแล้มิวสิควิดีโอของ Paul McCartney และได้ทำเพลงประกอบหนังเรื่องGive My Regards to Broad Street ในปี 1985 ผู้กำกับMichael Winner ได้ให้เขาช่วยทำเพลงประกอบหนังเรื่อง Scream for Help ซึ่งได้ทำกับ Jimmy Page อยู่สองเพลง ซึ่งเขาร้องเองทั้งสองเพลง ได้บันทึกเสียงและออกทัวร์กับ Diamanda Galás ในปี 1994 ต่อมาเขาได้สร้างห้องอัดส่วนตัวโดยตั้งชื่อว่า Sunday School และได้เริ่มทำเพลงให้กับลูกสาว (Jacinda Jones) ปี 1985 Jones ได้ร่วมเล่นกับสมาชิกที่เหลือของ Led Zeppelin ในคอนเสิร์ตLive Aid โดยมี Phil Collins และ Tony Thompson ตีกลองให้ สมาชิกที่เหลือยังได้ร่วมงานกันอีกครั้งในงาน คอนเสิร์ต Atlantic Records 40th Anniversary ในปี 1988 ซึ่งได้ Jason ลูกชายของ John Bonham มาร่วมเล่นโดยเป็นวงปิดของงาน ในที่สุดเขาก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกที่ชื่อ Zooma ในปี 1999 และอัลบั้มที่2 ก็ตามต่อมา โดยใช้ชื่อว่า The Thunderthief ในปี 2001 โดยออกทัวร์กับ Nick Beggs และ (Chapman Stick) และ Terl Bryant (drums) ในปี 2004 เขาได้ทัวร์เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Mutual Admiration Society ซึ่งทัวร์กับ Glen Phillips (นักร้องของ Toad the Wet Sprocket) และสมาชิกของวงที่ชื่อ Nickel Creek Jones ได้เล่นแมนโดลินและเปียโน ให้กับ Foo Fighters ในอัลบั้ม In Your Honor สองเพลง คือเพลง &#8220;Another Round&#8221; และ &#8220;Miracle&#8221; ซึ่ง Dave Grohl นักร้องของวง ซึ่งเป็นแฟนพันธ์แท้ของวงอยู่แล้วได้กล่าว ถึงการได้ร่วมงานกับJones ว่า  “เป็นสิ่งที่สองที่ดีที่สุดในชีวิตของผม”  จาอมาเขาได้ โปรดิวซ์อัลบั้มอีกมากมาย ทั้งของ The Mission, The Datsuns, Uncle Earl Jones ได้เล่นใน Led Zeppelin reunion show ที่ London&#8217;s O2 Arena ในวันที่ 10 ธันวาคม 2007 เพื่อเป็นการสดุดีให้กับ Ahmet Ertegun ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์, John Paul Jones ปรากฏตัวกับ Foo Fighters ในงานแกรมมี่ Grammies โดยเป็นผู้ควบคุมวงออเคสตร้าในเพลง &#8220;The Pretender&#8221; ในวันที่ 7 มิถุนายน 2008 John Paul Jones และ Jimmy Page ได้เล่นกับ Foo Fighters เพื่อปิดงานในคอนเสิร์ตของ Foo Fighter ที่ Wembley Stadium</div>
<div id="_mcePaste"></div>
<div>Gear</div>
<div id="_mcePaste">1961 Fender Jazz Bass (used in live performances)</div>
<div id="_mcePaste">1951 Fender Precision Bass (used live for Black Dog from &#8216;71-&#8217;73)</div>
<div id="_mcePaste">Gibson EB-1</div>
<div id="_mcePaste">Fretless Fender Precision Bass</div>
<div id="_mcePaste">Fender Bass V</div>
<div id="_mcePaste">Ibanez RD300 Bass</div>
<div id="_mcePaste">Gibson mandolin</div>
<div id="_mcePaste">used in live acoustic performances.</div>
<div id="_mcePaste">Andy Manson custom Triple Neck Mandolin, 12 string &amp; 6 string acoustic (Used in live performances)</div>
<div id="_mcePaste">Alembic Triple Omega</div>
<div id="_mcePaste">Alembic Series II</div>
<div id="_mcePaste">Custom made Pedulla Rapture Bass</div>
<div id="_mcePaste">Acoustic Control Corporation 360 Bass Amp</div>
<div id="_mcePaste">Hammond organs</div>
<div id="_mcePaste">Hohner Clavinet</div>
<div id="_mcePaste">Hohner Electra-Piano</div>
<div id="_mcePaste">Fender Rhodes</div>
<div id="_mcePaste">Mellotron</div>
<div id="_mcePaste">Steinway piano</div>
<div id="_mcePaste">Yamaha CP-80 piano</div>
<div id="_mcePaste">Symbolic Sound Kyma system</div>
<div id="_mcePaste">Korg Trinity synthesizer</div>
<div id="_mcePaste">Yamaha GX-1 synthesizer</div>
<div id="_mcePaste">EMS VCS3 Synthesizer</div>
<div id="_mcePaste">Moog 15 Modular Synthesizer ยาวเหมือนกันนะเนี่ยยยย</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bassroom2008.com/2010/04/john-paul-jone/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>126</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Stu HammStu</title>
		<link>http://www.bassroom2008.com/2010/04/stu-hammstu/</link>
		<comments>http://www.bassroom2008.com/2010/04/stu-hammstu/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2010 16:00:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[biography]]></category>
		<category><![CDATA[bassist]]></category>
		<category><![CDATA[stu hamm]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bassroom2008.com/?p=20</guid>
		<description><![CDATA[Stu Hamm
http://www.stuarthamm.net/เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมือเบสอันดับต้นๆของโลก หนึ่งในสมาชิกวง B3 เขาเคยร่วมงานมาแล้วกับมือกีต้าHero ชั้นนำ อาทิเช่น Steve Vai, Joe Satriani และ Eric Johnsonข้อมูลส่วนตัวStu Hamm เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 1960 เติบโตใน Indiana เขาเติบโตในครอบครัวนักดนตรี (พ่อของเขาเป็นนักศึกษาดนตรีและเขียนหนังสือ textbooks เกี่ยวกับดนตรี แม่ของเขาเป็นนักร้องโอเปร่าและครู ส่วนพี่ของเขาสอนเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิคอินเดียทางเหนือหลังจากย้ายที่ใหม่ไปยัง Virginia สมัยวัยรุ่น
เขาเล่นเบสเริ่มศึกษาสไตล์การเล่นของวง fusion อย่าง Return to Forever, the Mahavishnu Orchestra และดนตรี prog อย่าง Yes และเล่นในวงดนตรี jazz ของโรงเรียนเมื่อเขาอายุได้ 18 ก็สมัครเข้าเรียน Berklee College of Music ที่ Boston ระหว่างนี้เองเขาแวดล้อมไปด้วยนักดนตรีที่มีชื่อต่างๆมากมายเช่น Vai, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Stu Hamm</strong></p>
<p><a href="http://www.stuarthamm.net/">http://www.stuarthamm.net/</a>เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมือเบสอันดับต้นๆของโลก หนึ่งในสมาชิกวง B3 เขาเคยร่วมงานมาแล้วกับมือกีต้าHero ชั้นนำ อาทิเช่น Steve Vai, Joe Satriani และ Eric Johnsonข้อมูลส่วนตัวStu Hamm เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 1960 เติบโตใน Indiana เขาเติบโตในครอบครัวนักดนตรี (พ่อของเขาเป็นนักศึกษาดนตรีและเขียนหนังสือ textbooks เกี่ยวกับดนตรี แม่ของเขาเป็นนักร้องโอเปร่าและครู ส่วนพี่ของเขาสอนเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิคอินเดียทางเหนือหลังจากย้ายที่ใหม่ไปยัง Virginia สมัยวัยรุ่น</p>
<p><span id="more-20"></span>เขาเล่นเบสเริ่มศึกษาสไตล์การเล่นของวง fusion อย่าง Return to Forever, the Mahavishnu Orchestra และดนตรี prog อย่าง Yes และเล่นในวงดนตรี jazz ของโรงเรียนเมื่อเขาอายุได้ 18 ก็สมัครเข้าเรียน Berklee College of Music ที่ Boston ระหว่างนี้เองเขาแวดล้อมไปด้วยนักดนตรีที่มีชื่อต่างๆมากมายเช่น Vai, Steve Smith, Randy Coven, Victor Bailey, Jeff Berlin เป็นต้น Hamm และ Vai มีความสัมพันธ์ที่ดีจนกลายเป็นมือเบสของ Vai (ในช่วงเวลานั้น Vai เล่นกับ Frank Zappa และเป็น David Lee Roth ในเวลาต่อมา)</p>
<p>ต่อมาจึงไปยัง California ต้นปี 80 ซึ่งร่วมบันทึกเสียงในอัลบั้ม Flex Ableเส้นทางดนตรีของ Stu HammStu Hamm ได้พบกับ Joe Satriani และบันทึกเสียงในอัลบั้ม Not of This Earth ปี 1986 อัลบั้ม Surfing with the Alien ปี1987 และยังออกทัวร์กับ Joe อีกด้วย และร่วมเล่นในอัลบั้มต่อมาคือ Dreaming #11 ปี 1988 และ Flying in a Blue Dream ปี 1989 ในระหว่างนี้เองทักษะการเล่นเบสของเขาเป็นที่น่าจดจำของคนในหมู่ผู้ชมกีตาร์ทั้วโลก นอกจากนั้นก็ออกโซโล่อัลบั้ม Radio Free Albemuth ปี 1988 อัลบั้ม Kings of Sleep ปี 1989 ที่มีเพลงดังอย่าง Black Ice เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ก็ว่าได้ มาพร้อมกับกับเบสยี่ห้อ Kubicki X Factor ที่สามารถ Drop สาย E เป็นเสียงโน๊ต D ได้</p>
<p>ซึ่งสมัยผมหนุ่มๆยัง งง  ตอนแกะเพลง Black Ice ว่าเขาเล่นอย่างไงกับ Riff intro เพลงนั้นและ อัลบั้ม The Urge ปี 1991 (Hamm ยังร่วมบันทึกเสียงอีกครั้งกับ Vai ในอัลบั้ม Passion and Warfare ปี 1990)ก็เหมือนกับเหล่ามือกีตาร์ส่วนใหญ่ในระยะเวลานี้ มียี่ห้อเครื่องดนตรีชื่อ Kubicki X Factor เป็นเจ้าภาพคับHamm นอกจากความสำเร็จและการให้เกียรติทั้งหลาย ในช่วงยุค 90 เขาก็พบกับวง heavy trioนามว่า GHS (ประกอบไปด้วย Frank Gambale, Hamm และ Steve Smith)</p>
<p>และออกอัลบั้ม Show Me What You Can Do ปี1998 Light Beyond ปี 2000 และ GHS 3 ปี 2002 นอกจากนั้น Hamm ยังหาเวลาออกโซโล่อัลบั้ม Outbound ในปี 2000 และออกทัวร์และร่วมบันทึกเสียงกับเพื่อนเก่าอย่าง Satriani (G3: Live in Concert ปี 1997, Crystal Planet ปี 1998 และ Live in San Francisco ปี 2001)เท่านั้นยังไม่พอ(จะเอาไปถึงไหน  ) Hamm ยังได้รับเชิญให้ร่วมบันทึกเสียงกับ Richie Kotzen, Adrian Legg, Michael Schenker, Steve Fister, James Murphy เป็นต้น และมีส่วนร่วมในอัลบั้ม tribute ต่างๆเช่น Peter Green (Peter Green Songbook) , Queen (Stone Cold Crazy) , Ozzy Osbourne (Bat Head Soup) , Rush (Working Man) , Aerosmith (Not the Same Old Song and Dance) และ Alice Cooper (Humanary Stew)</p>
<p>ผลงานของ Stu Hammเขาได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย เช่น Berklee College of Music Distinguished Alumni Award Guitar Player Readers Poll Award for Best Jazz Bass Player ติดต่อกัน 3 ปี (1990-1992)Best Rock Bass Player ติดต่อกัน 2 ปี (1991-1992)ผลงานที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด&#8230;Steve Vai&#8217;sFlex-Able (1984) and Passion and Wartare (1990)Joe Satriani&#8217;sFlying in a Blue Dream (1989), Time Machine (1993).Crystal Planet (1998) and Live in San Francisco (2001),and G3 Live (1997) as part of Satriani&#8217;s band.ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น Stu Hamm เป็นมือเบสได้รับการนับถือมากมาย เป็นที่รู้จักในงานบันทึกเสียงและงานแสดงสดกับศิลปินมากมายเช่นเดียวกับสไตล์การเล่นชั้นเซียนของเขา</p>
<p>ผลงานที่เด่นชัดที่สุดก็คงเป็น Joe Satriani ที่ทักษะการเล่นของเขาประจักษ์ทั้ง San Francisco และทั่วประเทศ ปัจจุบันเขาก่อตั้งวงของเขาเองเล่นแนว rock-fusionปัจจุบัน บริษัท Fender guitar ผลิตเบสไฟฟ้าที่ออกแบบและอนุมัติโดย Hamm เรียกว่า &#8220;Urge&#8221; ส่วนเทคนิคการ Slapping, popping และ two-handed tapping มีให้เห็นได้ในวิดีโอสอนของเขา Slap, Pop &amp; Tap for the Bass และ Deeper inside the Bassผลงานล่าสุดออกอัลบั้มร่วมกับBilly Sheehan, Jeff Berlin ในนาม B3 โดยได้มาเปิดคอมเสิร์ตให้แฟนชาวไทยได้ชื่นชมเมื่อปีที่แล้ว</p>
<p>ปัจจุบันออก CD ของตัวเองชื่อ Live Stu x 2 และเขาได้นำผลงานเพลงมาจำหน่ายในการมาเปิด ClinicStu Hamm เคยมาเมืองไทยหลายครั้งผมก็ไม่พลาดทุกครั้งที่แก มาเมืองไทยเรื่องกล่าวขานที่มาของเสียงโห่อ้อ! หลายคนเคยดู clip VDO stu hamm เล่นให้กับ Vai ใช่มั๊ยและเคยได้ยิน เรื่องที่มีว่าเสียงคล้ายว่าโห่มั๊ย บ้างคนก็บอกโห่ไล่ หรือเปล่า แต่ที่จริงแล้วเสียงนั้นมาจาก Steve Vai ปรบมือในไมล์และร้องโห่ว่า Stuuuuuuu การโห่ร้องจึงติดปากมาตั้งแต่บัดนั้น Joe Satriani กล่าวว่าในการแสดงที่ San Francisco พวกเขาโห่ว่า Stu เพราะพวกเขารัก Stuart Hamm</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bassroom2008.com/2010/04/stu-hammstu/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>101</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Abraham Laboriel</title>
		<link>http://www.bassroom2008.com/2010/04/abraham-laboriel/</link>
		<comments>http://www.bassroom2008.com/2010/04/abraham-laboriel/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 03 Apr 2010 04:56:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[biography]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bassroom2008.com/?p=3</guid>
		<description><![CDATA[Abraham Laboriel, Srอับราฮัม ลาบอเรียล ซีเนียร (เกิด 17 กค 1947)
เป็นนักเล่นเบสชาวเม็กซิกัน ผู้ซึ่งมีผลงานมากกว่า Record และ soundtrack นิตยสาร
Guitar Player Magazine กล่าวถึงเขาว่า นักเบสที่ใช้ session ได้กว้างที่สุดในยุคนี้
ลาบอเรียล เป็นพ่อของมือกลอง Abe Laboriel Jr. และ โปรดิวเซอร์
นักเขียนเพลง คนทำหนัง Mateo Laboriel
ลาบอเรียล เป็นนักเล่นเบสที่โลกรู้จักดี


เกิดและโตในเม็กซิโกซิตี้ ที่ซึ่งเขาได้รับการฝึกสอนจากพ่อของเขา
นักกีตาร์และนักประพันธ์ที่มีพรสวรรค์ เรคคอร์ดแรกของเขา เมื่ออายุ 10 ขวบ
โดยเป็นส่วนหนึ่งของวง rock and roll ชื่อ&#8221;Los Traviesos&#8221;
จากชีวิตวัยรุ่นที่เป็นทั้งนักแสดงและนักดนตรีในเม็กซิโก เขาย้ายไปบอสตัน
ที่ซึ่งเขาเปลี่ยนจากกีตาร์คลาสสิคเป็นเบส (ซึ่งเขาได้ไส่สไตล์ฟลามิงโกเข้าไป)
และจบปริญญาตรีที่ Berklee School of Music ในปี 1972
ช่วงที่เรียนอยู่นั่นเอง เขามีผลงานร่วมกับ นักไวบราโฟน Gary Burton
เขาเดินทางร่วมกับ Johnny Mathis, Michel [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="_mcePaste">Abraham Laboriel, Srอับราฮัม ลาบอเรียล ซีเนียร (เกิด 17 กค 1947)</div>
<div id="_mcePaste">เป็นนักเล่นเบสชาวเม็กซิกัน ผู้ซึ่งมีผลงานมากกว่า Record และ soundtrack นิตยสาร</div>
<div id="_mcePaste">Guitar Player Magazine กล่าวถึงเขาว่า นักเบสที่ใช้ session ได้กว้างที่สุดในยุคนี้</div>
<div id="_mcePaste">ลาบอเรียล เป็นพ่อของมือกลอง Abe Laboriel Jr. และ โปรดิวเซอร์</div>
<div id="_mcePaste">นักเขียนเพลง คนทำหนัง Mateo Laboriel</div>
<div id="_mcePaste">ลาบอเรียล เป็นนักเล่นเบสที่โลกรู้จักดี</div>
<div></div>
<div><span id="more-3"></span></div>
<div id="_mcePaste">เกิดและโตในเม็กซิโกซิตี้ ที่ซึ่งเขาได้รับการฝึกสอนจากพ่อของเขา</div>
<div id="_mcePaste">นักกีตาร์และนักประพันธ์ที่มีพรสวรรค์ เรคคอร์ดแรกของเขา เมื่ออายุ 10 ขวบ</div>
<div id="_mcePaste">โดยเป็นส่วนหนึ่งของวง rock and roll ชื่อ&#8221;Los Traviesos&#8221;</div>
<div id="_mcePaste">จากชีวิตวัยรุ่นที่เป็นทั้งนักแสดงและนักดนตรีในเม็กซิโก เขาย้ายไปบอสตัน</div>
<div id="_mcePaste">ที่ซึ่งเขาเปลี่ยนจากกีตาร์คลาสสิคเป็นเบส (ซึ่งเขาได้ไส่สไตล์ฟลามิงโกเข้าไป)</div>
<div id="_mcePaste">และจบปริญญาตรีที่ Berklee School of Music ในปี 1972</div>
<div id="_mcePaste">ช่วงที่เรียนอยู่นั่นเอง เขามีผลงานร่วมกับ นักไวบราโฟน Gary Burton</div>
<div id="_mcePaste">เขาเดินทางร่วมกับ Johnny Mathis, Michel Legrand, และ Henry Mancini</div>
<div id="_mcePaste">ผู้ซึ่งให้เขาย้ายไป Los Angeles ในปี 1976 เพื่อเริ่มอาชีพในทำงานห้องอัดซึ่งหลาก</div>
<div id="_mcePaste">หลายและประสบความสำเร็จอย่างมาก</div>
<div id="_mcePaste">หลังจากนั้นเขาก็ได้ทำงานกับนักดนตรีมากมายเช่น Donald Fagen,</div>
<div id="_mcePaste">Lee Ritenour, Larry Carlton, Dave Grusin, Andy Pratt, Stevie</div>
<div id="_mcePaste">Wonder, Hanson. Barbra Streisand, Al Jarreau, Billy Cobham, Dolly</div>
<div id="_mcePaste">Parton, Elton John, Ray Charles, Madonna, Paul Simon, Keith</div>
<div id="_mcePaste">Green, Alvaro Lopez and Res-Q Band, Lisa Loeb, Quincy Jones,</div>
<div id="_mcePaste">Russ Taff, Engelbert Humperdinck, Umberto Tozzi,Ron Kenoly,</div>
<div id="_mcePaste">Rabito, Mylène Farmer, Crystal Lewis, Chris Isaak, Paul Jackson Jr.</div>
<div id="_mcePaste">และ Michael Jackson. เขายังทำอัลบั้มของตัวเองออกมา 3 อัลบั้ม</div>
<div id="_mcePaste">(Dear Friends, Guidum ,and Justo &amp; Abraham)</div>
<div id="_mcePaste">เขาคัดเลือกนักดนตรีเองรวมไปถึง Alex Acuña, Al Jarreau, Jim Keltner,</div>
<div id="_mcePaste">Phillip Bailey และอื่นๆ</div>
<p>Abraham Laboriel, Srอับราฮัม ลาบอเรียล ซีเนียร (เกิด 17 กค 1947)<br />
เป็นนักเล่นเบสชาวเม็กซิกัน ผู้ซึ่งมีผลงานมากกว่า Record และ soundtrack นิตยสาร<br />
Guitar Player Magazine กล่าวถึงเขาว่า นักเบสที่ใช้ session ได้กว้างที่สุดในยุคนี้<br />
ลาบอเรียล เป็นพ่อของมือกลอง Abe Laboriel Jr. และ โปรดิวเซอร์<br />
นักเขียนเพลง คนทำหนัง Mateo Laboriel<br />
ลาบอเรียล เป็นนักเล่นเบสที่โลกรู้จักดี<br />
เกิดและโตในเม็กซิโกซิตี้ ที่ซึ่งเขาได้รับการฝึกสอนจากพ่อของเขา<br />
นักกีตาร์และนักประพันธ์ที่มีพรสวรรค์ เรคคอร์ดแรกของเขา เมื่ออายุ 10 ขวบ<br />
โดยเป็นส่วนหนึ่งของวง rock and roll ชื่อ&#8221;Los Traviesos&#8221;<br />
จากชีวิตวัยรุ่นที่เป็นทั้งนักแสดงและนักดนตรีในเม็กซิโก เขาย้ายไปบอสตัน<br />
ที่ซึ่งเขาเปลี่ยนจากกีตาร์คลาสสิคเป็นเบส (ซึ่งเขาได้ไส่สไตล์ฟลามิงโกเข้าไป)<br />
และจบปริญญาตรีที่ Berklee School of Music ในปี 1972<br />
ช่วงที่เรียนอยู่นั่นเอง เขามีผลงานร่วมกับ นักไวบราโฟน Gary Burton<br />
เขาเดินทางร่วมกับ Johnny Mathis, Michel Legrand, และ Henry Mancini<br />
ผู้ซึ่งให้เขาย้ายไป Los Angeles ในปี 1976 เพื่อเริ่มอาชีพในทำงานห้องอัดซึ่งหลาก<br />
หลายและประสบความสำเร็จอย่างมาก<br />
หลังจากนั้นเขาก็ได้ทำงานกับนักดนตรีมากมายเช่น Donald Fagen,<br />
Lee Ritenour, Larry Carlton, Dave Grusin, Andy Pratt, Stevie<br />
Wonder, Hanson. Barbra Streisand, Al Jarreau, Billy Cobham, Dolly<br />
Parton, Elton John, Ray Charles, Madonna, Paul Simon, Keith<br />
Green, Alvaro Lopez and Res-Q Band, Lisa Loeb, Quincy Jones,<br />
Russ Taff, Engelbert Humperdinck, Umberto Tozzi,Ron Kenoly,<br />
Rabito, Mylène Farmer, Crystal Lewis, Chris Isaak, Paul Jackson Jr.<br />
และ Michael Jackson. เขายังทำอัลบั้มของตัวเองออกมา 3 อัลบั้ม<br />
(Dear Friends, Guidum ,and Justo &amp; Abraham)<br />
เขาคัดเลือกนักดนตรีเองรวมไปถึง Alex Acuña, Al Jarreau, Jim Keltner,<br />
Phillip Bailey และอื่นๆ</p>
<p>ลาบอเรียล เป็นสมาชิกวง Friendship</p>
<p>และ Koinonia (Fellowship, ภาษากรีก) เขามักจะเล่นกับ Greg Mathieson</p>
<p>มือกลอง Bill Maxwellและ Justo Almario และตั้งวงด้วยกัน</p>
<p>ปี 2005 อับราฮัม ได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ จาก Berklee College of Music</p>
<p>เขายังได้รับการโหวตจากเหล่านักดนตรีใน LA Chapter ของ NARAS ว่าเป็น &#8220;Most</p>
<p>Valuable Player&#8221; ถึง 3 ปีร่วมกับ Ray Brown และ Chuck Domanico</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bassroom2008.com/2010/04/abraham-laboriel/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>265</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

